สภาพทางเศรษฐกิจ/สังคม/ทรัพยากรธรรมชาติ
1. สภาพทางด้านเศรษฐกิจ
จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นฐานด้านการเกษตร เป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรในภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ประชาชนร้อยละ 70 ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 27,681 ล้านบาทต่อปี ผลผลิตที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดในด้านพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน มะพร้าว มะม่วง และหมาก เป็นต้น ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ไข่ไก่ และสุกร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมากที่สุดของประเทศ ไก่เนื้อ เป็ด และโคเนื้อ ด้านประมง มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อาทิเช่น กุ้งกุลาดำ ปลาน้ำจืด ปลาน้ำกร่อย และกิจการประมงทะเล สำหรับในด้านอุตสาหกรรมนับว่าศักยภาพค่อนข้างสูง มีนักลงทุนให้ความสนใจลงทุนมาก มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงมาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรม 1,555 โรงงาน ปริมาณเงินลงทุน 377,145.81 ล้านบาท จำนวนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม 136,645 คน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทางการเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์และประกอบรถยนต์ พลาสติก และผลิตภัณฑ์จากไม้ ฯลฯ โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบางปะกง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอพนมสาคาม อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และอำเภอแปลงยาว ตามลำดับ มีนิคมอุตสาหกรรม 2 แห่ง
สำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความโดดเด่นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศิลป ศาสนา และวัฒนธรรมในระดับประเทศและนานาชาติ ได้แก่ องค์หลวงพ่อพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรามีผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งสิ้น 155,869 คน คิดเป็นร้อยละ 98.62 หรือ 153,719 คน เป็นผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ส่วนผู้เยี่ยมเยือนอีกร้อยละ 1.38 หรือ 2,150 คน เป็นผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อคนต่อวัน เป็นเงิน 1,157.59 บาท ทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว เป็นเงิน 24.988 ล้านบาท สำหรับ
นักทัศนาจรมีทั้งสิ้น 136,420 คน คิดเป็นร้อยละ 88.97 มีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวันเป็นเงิน 710.85 บาท ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักทัศนาจรเป็นเงิน 96.974 ล้านบาท รวมรายได้จากการท่องเที่ยว 121.962 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากหมวดซื้อสินค้า/ของที่ระลึก รองลงมาเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็นร้อยละ 36.86 และ 30.75 ตามลำดับ
ด้านการจ้างงาน : ที่มาสำนักงานประกันสังคม
ภาวการณ์จ้างงานในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2551 และเริ่มทยอยลดลงตั้งแต่ ตุลาคม-ธันวาคม 2551 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 ก็ยังเพิ่มขึ้น 1,667 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.99 (ธันวาคม 2550=168,302 คน ธันวาคม 2551 = 169,969 คน)
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ 31 ธันวาคม 2551 เท่ากับ 173 บาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 13 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.51 ภาวการณ์คลังจังหวัดฉะเชิงเทรา (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2551)
ด้านรายได้
จังหวัดฉะเชิงเทราจัดเก็บรายได้จำนวนทั้งสิ้น 1,214.141 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 760.881 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 167.87 เนื่องจากสำนักงานสรรพากรพื้นที่และด่านศุลกากร จัดเก็บรายได้สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน 353.892 และ 408.210 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ81.56 และ 100.00 ตามลำดับ โดยสำนักงานสรรพากรพื้นที่ จัดเก็บรายได้สูงขึ้น 353.892 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.56 และด่านศุลกากรจัดเก็บรายได้สูงขึ้น 408.210 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 100.00
ด้านรายจ่าย
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 มีการเบิกจ่ายงบประมาณจากคลังจังหวัดทั้งสิ้น 7,168.391 ล้านบาท (รายจ่ายจริงปีปัจจุบัน 6772.610 ล้านบาท และรายจ่างปีก่อน395.881 ล้านบาท) ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 430.583 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.67 สาเหตุที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมียอดการเบิกจ่ายต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในปีงบประมาณ 2551 มีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี ต่ำกว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จำนวน 267.679 ล้านบาท ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนรายการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่ำกว่าปีที่แล้ว จำนวน 240.583 ล้านบาท
ผลิตภัณฑ์มวลรวมและรายได้
ด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 2549 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 273,965 บาทต่อคนต่อปี เป็นอันดับ 3 ของภาคตะวันออก และอันดับ 7 ของประเทศ โดยทั้งจังหวัดมีผลิตภัณฑ์มวลรวม(GPP) เท่ากับ 180,309 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสาขาอุตสาหกรรม ร้อยละ 74 คิดเป็นมูลค่า 134,554 ล้านบาท สาขาอื่น ๆ ร้อยละ 6 คิดเป็นมูลค่า 9,939 ล้านบาท สาขาการเกษตร ร้อยละ 5 คิดเป็นมูลค่า 8,646 ล้านบาท สาขาการค้าส่งและค้าปลีก ร้อยละ 6 คิดเป็นมูลค่า 11,114 ล้านบาท สาขาการขนส่ง การเก็บรักษาสินค้าและการคมนาคม ร้อยละ2 คิดเป็นมูลค่า 4,059 ล้านบาท
2. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ป่าไม้
เป็นป่าไม้ธรรมชาติ และเป็นป่าเศรษฐกิจของเอกชน จำนวน 1,517,062,500 ไร่
3. การใช้พื้นที่ของจังหวัด
พื้นที่ราบและพื้นที่ลุ่ม ส่วนใหญ่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดบริเวณพื้นที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงในเขตท้องที่อำเภอเมืองฯ อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอบางปะกง อำเภอคลองเขื่อน อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอ บางคล้า อำเภอราชสาส์น อำเภอแปลงยาว และพื้นที่บางส่วนของอำเภอพนมสารคาม มีพื้นที่ประมาณ 1,250,000 ไร่ ซึ่งประมาณร้อยละ 35 อยู่ในเขตชลประทาน ส่วนใหญ่อยู่ในสี่อำเภอแรก บริเวณนี้มีการใช้ดินทางกสิกรรมมานานและขยายตัวเต็มที่ โอกาสจะขยายพื้นที่มีน้อย
- พื้นที่ดอนลูกคลื่น ดอนลาด ในเขตท้องที่อำเภอพนมสารคาม อำเภอแปลงยาว และพื้นที่บางส่วนของอำเภอสนามชัย เขตความสูงพื้นที่โดยเฉลี่ย 4 - 20 เมตร ที่ดินบริเวณนี้ไม่เหมาะสมแก่การทำนาเท่าที่ควร ส่วนมากจึงใช้ที่ดินทำไร่มันสำปะหลัง อ้อย และเลี้ยงสัตว์
- พื้นที่ภูเขาและเขาสูงด้านตะวันออกของจังหวัด ความสูงเฉลี่ย 100 เมตร ขึ้นไปอยู่ในเขตท้องที่อำเภอสนามชัยเขต อำเภอท่าตะเกียบและพื้นที่บางส่วนที่เป็นภูเขาของอำเภอพนมสารคาม และอำเภอแปลงยาวบางส่วน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,784,750 ไร่
4. การแบ่งพื้นที่ป่าไม้ และป่าสงวนแห่งชาติ
จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่ทั้งสิ้น 3,228,603.49 ไร่ และเป็นอาณาเขตป่าทั้งสิ้น 536,181.97 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.61 ของพื้นที่จังหวัดซึ่งจำแนกเป็นพื้นที่ป่าบก 528,160.10 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.36 ป่าชายเลน 8,021 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.25 อำเภอที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด ได้แก่ อำเภอท่าตะเกียบ จำนวน 409,507.40 ไร่ รองลงมาได้แก่ สนามชัยเขต จำนวน 108,580.57 ไร่ สำหรับพื้นที่ป่าชายเลนจะมีอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ บางปะกง บ้านโพธิ์ และอำเภอเมือง
ตารางที่ 1 แสดงจำนวนพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่อื่นๆ แยกรายอำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. 2547
|
อำเภอ |
ป่าบก (ไร่) |
ป่าชายเลน (ไร่) |
นากุ้ง (ไร่) |
แหล่งน้ำ (ไร่) |
พื้นที่อื่นๆ (ไร่) |
รวม (ไร่) |
|
บางปะกง |
- |
6,393.93 |
21,503.87 |
4,080.70 |
128,216.17 |
160,194.68 |
|
บ้านโพธิ์ |
- |
1,598.40 |
36,971.80 |
4,243.74 |
89,210.75 |
132,024.70 |
|
เมือง |
- |
29.58 |
16,623.62 |
3,094.49 |
220,935.27 |
240,682.92 |
|
บางน้ำเปรี้ยว |
- |
- |
- |
587.31 |
309,902.87 |
310,490.18 |
|
บางคล้า |
- |
- |
10,378.31 |
2,172.25 |
134,698.29 |
147,248.85 |
|
คลองเขื่อน |
- |
- |
4,496.15 |
1,663.43 |
60,820.63 |
66,980.21 |
|
ราชสาส์น |
- |
- |
628.76 |
- |
89,850.91 |
90,479.68 |
|
แปลงยาว |
2,130.64 |
- |
2,716.83 |
792.72 |
199,300.11 |
204,940.30 |
|
พนมสารคาม |
7,941.49 |
- |
78.69 |
2,417.03 |
309,094.88 |
319,532.09 |
|
สนามชัยเขต |
108,580.57 |
- |
- |
6,751.50 |
551,569.15 |
666,901.22 |
|
ท่าตะเกียบ |
409,507.40 |
- |
- |
22,301.70 |
457,319.57 |
889,128.67 |
|
รวม |
528,160.10 |
8,021.87 |
93,398.03 |
48,104.87 |
2,550,918.62 |
3,228,603.49 |
สำหรับในปี พ.ศ. 2548 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แปลตีความจากภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกค่าระหว่างเดือน มกราคม 2548 - เมษายน 2548 โดยแปลตีความเป็นภาพรวมทั้งจังหวัด ไม่มีข้อมูลแยกเป็นอำเภอ ปรากฏว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่ป่าบก 523,078 ไร่ พื้นที่ป่าชายเลน 7,953 ไร่ รวม 531,031 ไร่ คิดเป็น 16.45% ของพื้นที่จังหวัด พื้นที่ป่าไม้ที่สำคัญ ของจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นป่าสงวนแห่งชาติและป่ารอยต่อ 5 จังหวัด
พื้นที่ป่าไม้สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มีป่าสงวนแห่งชาติ 1 แห่ง คือป่าแควระบม - สียัด ประกาศ เมื่อปี พ.ศ. 2512 มีพื้นที่ 1,753,125 ไร่ ต่อมามีการนำพื้นที่ไปปฏิรูปที่ดินเป็น สปก. และบางส่วนนำไปประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ปัจจุบันเหลือพื้นที่ซึ่งระบุว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมาย จำนวน 854,612.90 ไร่ แต่จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมคาดว่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบม - สียัด มีสภาพป่าไม้ปกคลุมจะเหลืออยู่ไม่เกิน 200,000ไร่ เนื่องจากถูกบุกรุกจับจองเป็นพื้นที่ทำการเกษตรไปเป็นจำนวนมาก มีสวนรุกขชาติ คือ สวนรุกขชาติสมเด็จพระปิ่นเกล้า (ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน) มีเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน เป็นป่าลุ่มต่ำผืนสุดท้ายของภาคตะวันออก
ตารางที่ 2 การจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแควระบม - สียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา
|
ลำดับที่ |
การใช้ประโยชน์ป่าสงวนแห่งชาติ |
เนื้อที่ (ไร่) |
หมายเหตุ |
|
1. |
กำหนดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 409 (พ.ศ. 2512) |
1,753,125 |
|
|
2. |
เพิกถอนให้ สปก. ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 986 (พ.ศ. 2525) |
236,018.75 |
|
|
3. |
มอบพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้ สปก. ตามมติ ครม.4 พ.ค. 36 |
491,752.50 |
Zone A 79,840 ไร่ มอบ 30 มี.ค. 36 Zone E 411,912.5 ไร่ มอบ 1 มีนาคม 37 |
|
4. |
กันพื้นที่ป่าสงวนออกจากเขตปฏิรูปที่ดินตามบันทึกข้อตกลง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2538 ระหว่างกรมป่าไม้กับ สปก. จำนวน 170 แปลง |
223,611.11 |
ครั้งที่ 1 กันคืนกรมป่าไม้ 117 แปลง เนื้อที่ 214,692 -1-28.76 ไร่ ครั้งที่ 2 กันคืนกรมป่าไม้ 53 แปลง 8,918 - 3-17.22 ไร่ |
|
5. |
กำหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนตามพระราชกฤษฎีกา เล่มที่ 118 ตอนที่ 75 ก ลงวันที่ 5 กันยายน 2544 |
394,352 |
พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนทั้งหมด 674,352 ไร่ |
|
6. |
คงเหลือพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแควระบม - สียัด ตามกฎหมาย |
854,612.90 |
|
|
7. |
หน่วยงานราชการ และประชาชนขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และได้รับอนุญาต แล้วจำนวน 83 ราย |
51,090-0 -67.74 |
-ส่วนราชการ วัด โรงเรียน 72 ราย เนื้อที่ 41,732-0-45.74 ไร่ - ภาคเอกชน 11 ราย พื้นที่9,355-0-22 ไร่ |
5. ป่าตะวันออกหรือป่าเขตรอยต่อ 5 จังหวัด (รวมจังหวัดฉะเชิงเทรา)
ป่าตะวันออกหรือป่าเขตรอยต่อ 5 จังหวัด ครอบคลุมบริเวณพื้นที่รอยต่อของจังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดสระแก้วเดิมมีพื้นที่ ถึงประมาณ 5,000,000 ไร่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ป่าตะวันออกได้ถูกบุกรุก เนื่องจากเกิดสงครามเวียดนาม มีการตัดถนนสายสระแก้ว - จันทบุรี จึงทำให้มีการบุกรุกแผ้วถางป่าและเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่หลายแห่ง ต่อมาใน พ.ศ. 2513 รัฐบาลให้สัมปทานทำไม้ในพื้นที่แก่บริษัท ทำไม้ 8 บริษัท เป็นเวลา 30 ปี ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ป่าตะวันออกได้ถูกทำลายมากยิ่งขึ้น ใน พ.ศ. 2525 ได้มีการกำหนดให้พื้นที่บริเวณป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นป่าปิดแต่ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งการบุกรุกป่าของราษฎรได้ ดังนั้นใน พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2544 จึงได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาให้ผนวกพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน รวมแล้วมีเนื้อที่ 674,352 ไร่ ในพื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง เช่น พบว่ามีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 64 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 300 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานไม่น้อยกว่า 53 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไม่น้อยกว่า 20 ชนิด ปลาน้ำจืดไม่น้อยกว่า 23 ชนิด และผีเสื้อ ไม่น้อยกว่า 92 ชนิด







